๒๓ : [เรื่องสั้นขนาดยาว] เชื่อสายตา ?
posted on 12 Jul 2009 13:32 by i-think-i-write in Works
เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้เป็นงานชิ้นที่สองของรายวิชาการเขียนบันเทิงคดี
ที่เรียนกับอาจารย์อนุสรณ์ ติปยานนท์
โจทย์ที่อาจารย์ให้มาก็คือ...
เขียนเรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจ หรือที่ไม่เป็นตัวเองมากๆ
ความยาว ๓-๕ หน้า ฉันก็เขียนได้ ๔ หน้า
เราอาจจะเขียนให้ตัวละครเอกเป็นสิงสาราสัตว์
แต่ด้วยความที่ฉันยังมีประสบการณ์ในการเขียนเรื่องสั้นน้อย
ฉันจึงเลือกเขียนให้ตัวละครเป็นผู้ชาย (เพศตรงข้ามกับตัวเอง)
เขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ถึงหกโมงเช้าของอีกวัน
ตื่นมาตอน ๑๐ โมงเช้าก็ทำต่อ...แล้วนำไปส่งตอนบ่ายโมง
![]()
เชื่อสายตา ?
ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมาในบริเวณสี่แยกไฟแดงทำให้ผมต้องนั่งจับเจ่าอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม กำลังชะโงกดูทางเป็นระยะๆ อีกทั้งยังมีบรรดาเด็กนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนอีก ทำให้ป้ายรถเมล์เก่าคร่ำคร่านี้พลุกพล่านและคึกคักพอสมควร
รถเมล์หลายสายแล่นมาจอดคันแล้วคันเล่า เมื่อมีรถเมล์มาจอดคันหนึ่งๆ ก็ช่วยให้ผู้คนบางตาลงไปบ้าง แต่อีกสักประเดี๋ยวคนที่ผ่านไปผ่านมาก็หมุนเวียนกันมารอรถประจำทางป้ายนี้อยู่ตลอด
ผมสังเกตเห็นหญิงชราวัยประมาณคุณยายของผมได้ เดินออกมาจากซอกหนึ่งแล้วยืนรอที่ริมบาทวิถีให้รถเทียบท่า และรถเมล์คันที่คุณยายเดินมารอด้วยความงกเงิ่นก็แล่นเข้ามาจอด มันเป็นสายที่ผมก็กำลังรออยู่พอดี ผมจึงลุกขึ้นแล้วเดินมารอจะขึ้นรถบ้าง
ผมให้คุณยายเดินขึ้นไปก่อน แต่ทุกคนที่จะใช้บริการสายนี้ก็ได้แต่แย่งกันขึ้นทำให้คุณยายไม่สามารถขึ้นรถได้เลย ผมมองภาพนั้นด้วยความชาชิน เมื่อได้นั่งรถเมล์เป็นประจำก็มักจะได้เห็นภาพอย่างนี้อยู่เสมอ
ยังไม่ทันที่หญิงวัยชราตรงหน้าผมจะได้ขึ้นรถตามคนอื่นไป รถประจำทางแสนเร่งด่วนก็ออกตัวไปเสียแล้ว ภายในรถแน่นขนัดราวกับปลากระป๋อง ผมเห็นคุณยายก้มหน้าลงอย่างหมดหวัง ว่าการรอคอยแสนเนิ่นนานต้องมาจบลงแบบนี้หรือ?
"คุณยายครับ ไม่เป็นไรนะครับ ผมจะรอคันต่อไปเป็นเพื่อนคุณยายเอง" แทนที่จะบอกไปว่าผมเองก็พลาดขึ้นรถคันนั้นเช่นกัน ผมเลือกที่จะบอกเพื่อให้คุณยายอุ่นใจจะดีกว่า
ว่าแล้วผมก็ประคองให้คุณยายกลับเข้าไปที่ท่ารถเหมือนเดิม เพียงแต่ที่นั่งสำหรับนั่งรอนั้นได้ถูกจับจองไปหมดแล้ว ผมจึงพาคุณยายยืนอยู่บริเวณนั้นเอง
"คุณยายยืนไหวไหมครับ เมื่อยหรือเปล่าครับ" ผมถามน้ำเสียงแสดงความห่วงใย
"พ่อหนุ่มเป็นคนต่างจังหวัดหรือ?"
แทนที่คุณยายจะตอบคำถามของผม แกกลับถามคำถามกลับมาอย่างน่าฉงน ถ้าแกถามว่าจะไปไหนผมก็คงจะไม่รู้สึกแปลกใจมากนัก "อะ...เอ่อ...ครับ แต่ผมก็อยู่กรุงเทพฯ ได้หลายเดือนแล้วล่ะครับคุณยาย ทำไมคุณยายถึงรู้ล่ะครับ"
ผมก็ตอบแกไปตามแต่เรื่อง แต่ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้อยู่ดี เหมือนแกจะอ่านความคิดของผมออก แกเอ่ยขึ้นว่า...
"ยายก็แค่เห็นว่าพ่อหนุ่มมีน้ำใจ" แกตอบด้วยเสียงแผ่วๆ เป็นปกติของคนแก่ที่เรี่ยวแรงถดถอยลงไปตามอายุขัย ฟังไม่ค่อยชัดนัก
ครับ...ผมก็ยังงงอยู่ดี ว่าการที่ผมเป็นคนต่างจังหวัดมันจะเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องของน้ำใจ ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนฉลาดเท่าไร ตัวผมเองเลยต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการคิดตาม
คนสังคมเมืองสมัยนี้ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตหมดไปกับการเร่งรีบปฏิบัติสิ่งต่างๆ อันเป็นปัจจัยหลักของตนเอง มากกว่าจะมามองในมุมกว้าง ผมคิดได้อย่างนั้น ผมคิดว่าคุณยายก็คงจะชินกับสังคมในรูปแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากผมนักกระมัง
ผมยิ้มให้กับคำพูดของคุณยาย พร้อมกันนั้นก็จะประคองพาแกไปนั่งที่มีคนเพิ่งลุกออกไป แต่ยังไม่ทันที่ก้นของแกจะหย่อนลงไปบนม้านั่งก็มีวัยรุ่นสองคนใส่เครื่องแบบชุดนักเรียนของสถาบันแห่งหนึ่งรี่มานั่งก่อนเป็นการตัดหน้าอย่างเห็นได้ชัด
วัยรุ่นหญิงขาดจิตสำนึกสองคนไม่ได้หันมามองผมกับคุณยาย ที่กำลังยืนทื่ออยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครจะมาตัดหน้ากันได้ว่องไวปานนี้
"ยายไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม เดี๋ยวอีกสักพักรถเมล์ก็คงจะมา แล้วนี่พ่อหนุ่มกำลังจะไปไหนล่ะ"
ผมไม่ได้ตอบแกไปในทันที สีหน้าอ่านยากของผมทำให้คุณยายไม่เซ้าซี้เอาคำตอบ
ผมเพิ่งจะสังเกตการแต่งตัวของแกที่ดูซอมซ่อ หน้าตาหมองคล้ำเหมือนคนที่มีปัญหามากมายเข้ามารุมเร้า แววตาของแกดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ในชั่วแวบหนึ่งผมเห็นท่าทางหวาดระแวงของแก แต่ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้
รถเมล์สายเดียวกันกับที่พลาดไปในคราวที่แล้วแล่นมาจอดเทียบอีกครั้ง ผมรีบจูงคุณยายออกมาเพื่อเตรียมขึ้นรถ แต่ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนแบบนี้ ไหนจะยังวัยทำงานที่เพิ่งเลิกงานอีกก็พากันกรูเข้าไปบนรถเหมือนเช่นเคย คราวนี้ผมไม่มีทางปล่อยให้คุณยาย (และตัวเอง) พลาดซ้ำสองเป็นแน่
ในที่สุดผมก็พาคุณยายขึ้นมาบนรถเมล์ที่มีสภาพไม่ต่างจากปลากระป๋องจนได้ แต่พอขึ้นมาบนรถได้แล้วก็ใช่ว่าจะจบเรื่องเสียทีเดียว เพราะที่นั่งว่างๆ สำหรับคนแก่ๆ คนหนึ่งช่างหายากเหลือเกิน
ผมเหลือบไปมองป้ายที่ติดอยู่บนรถเมล์ตัวหนังสือใหญ่และโดดเด่นที่เขียนว่า... ‘โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา' อย่างชั่งใจ ไม่มีใครอ่านป้ายนี้หรือว่าบนรถคันนี้มีแต่คนอ่านหนังสือไม่ออกกันแน่
บรรดาผู้คนที่นั่งอยู่ก็เห็นจะมีแต่เด็กนักเรียนจากสถาบันต่างๆ มากมาย ซึ่งผมแน่ใจอยู่แล้วว่าไม่มีใครหรอกที่จะอ่านหนังสือไม่ออก ถ้าเรียนมาถึงขนาดนี้แล้ว โรงเรียนน่าจะสอนไปถึงเรื่องของ ‘จิตสำนึก' ด้วย
"วันนี้กูขี้เกียจกลับบ้านว่ะ ไปร้อง'เกะกันดีกว่าไอ้สาดดด..."
"เฮ้ยอีแรด...มึงดูพี่คนนั้นสิ หน้าตาหล่อแต่แฟนหน้าเงือกสุดตรีนเลยว่ะ"
"ไอ้เหี้ย!! วันนี้มึงไปบ้านกูมั้ย พ่อกูไม่อยู่"
สาบานเถอะว่าที่ผมได้ยินทั้งหมดนั่นเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของเด็กผู้หญิงที่ใส่ชุดนักเรียนกลุ่มหนึ่ง เข้าใจครับ...พวกเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องลุกสละที่นั่งให้กับคุณยายคนแก่ๆ คนหนึ่งที่แค่ยืนก็แทบจะยืนไม่อยู่ แต่ถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากเรียวบางของพวกเธอกลับแตกต่างจากหน้าตาและเครื่องแบบที่ใส่อยู่มากโข
ผมไม่เข้าใจว่าเด็กสมัยนี้เขานิยมคบสัตว์เดรัจฉานเป็นเพื่อนไปแล้วหรืออย่างไร ผมจำได้เพียงว่า สมัยที่ผมเรียนอยู่มัธยมวัยเดียวกับพวกเธอ ผมมีเพื่อนไม่มาก แต่เราคบกันเป็นเพื่อนแท้ที่ไม่จำเป็นต้องมีหลายคน
ถัดไปทางด้านหน้ากลุ่มนักเรียนหญิงก็เป็นผู้ชายวัยกลางคนจำนวนหนึ่งที่ผมเห็นเป็นประจำว่าพอได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้วพวกเขาจะต้องหลับ ไม่รู้ว่าไปอดหลับอดนอนมาจากไหนถึงต้องมาหลับเอาบนรถเมล์ในบรรยากาศของความชุลมุนในช่วงเย็น
ผมยืนโหนรถเมล์มือหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งก็พยายามประคองคุณยายเอาไว้ให้ล้มตามความสะเทือนและแรงขับเคลื่อนของรถ
"คุณยายลงที่ไหนครับ เดี๋ยวผมลงไปส่งคุณยายก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวผมค่อยต่อรถกลับ"
"ยายจะลงอีกสามป้ายข้างหน้านะ แต่พ่อหนุ่มไม่ต้องลงไปกับยายด้วยหรอก ยายกำลังจะไปหาหลานชาย" แกพูดโดยไม่ได้หันมาสบตากับผม แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง ผมไม่ได้คิดอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าคนเยอะเกินกว่าจะพูดโดยมองหน้ากันก็เป็นได้
ผมเห็นคุณยายแกหยิบขวดเล็กๆ ขึ้นมาแล้วทำปากขมุบขมิบ ก่อนที่แกจะสูดดมกลิ่นของสิ่งที่อยู่ข้างในเข้าไปจนเต็มปอด จากนั้นแกก็หยิบเอากระติกที่อยู่ในย่ามขึ้นมาแล้วกินบางสิ่งเข้าไป
ผมตกใจอย่างมากเมื่อได้เห็นปากสีแดงของแกหลังจากที่กินมันเรียบร้อยแล้ว ผมไม่อยากคิดเลยว่าสิ่งนั้นมันคือเลือดสดๆ เพราะถ้าคิดเช่นนั้นก็คงจะเหมือนว่าผมดูหนังสยองขวัญมากเกินไป แต่ผมจะไม่หวาดผวามากกว่านี้ถ้าแกไม่รีบคว้าผ้าเก่าๆ ขึ้นมารีบเช็ดปาก
มือของแกเริ่มลดอุณหภูมิลง จนผมแทบอยากจะชักมือที่ประคองแกออกมา คุณยายหันมามองจ้องหน้าผมสายตาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจนผมเริ่มขนลุกซู่ แต่ก็เป็นเพียงชั่ววูบหนึ่งเท่านั้น ผมคงคิดกลัวไปเอง
กว่าจะมาถึงป้ายที่คุณยายต้องการจะลง คนบนรถก็เริ่มเบาบางลงไปมากแล้ว รถเริ่มวิ่งเข้าชานเมือง ผมพาแกไปนั่ง ส่วนตัวผมเองก็จะขยับไปยืนโหนต่อไป แต่ยังไม่ทันที่ผมจะขยับตัวแกก็คว้ามือผมไว้หมับทันที
"ยืนอยู่ข้างๆ ยายเถิดนะพ่อหนุ่ม"
ผมพยายามจะมองโลกในแง่ดีว่าแกอาจจะเห็นผมแล้วทำให้คิดถึงหลานชายของแก ผมจึงยอมให้แกนั่งกุมมือผมไว้อย่างนั้น ถ้าเป็นสาวรุ่นคนอื่นต้องมองเป็นอย่างอื่นแน่นอน
พลบค่ำเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่แสงตะวัน ในช่วงที่รถวิ่งมาถึงป้ายที่คุณยายต้องการจะลงพอดี ผมจึงจูงแกลงมาจากรถ ผมก็ได้พบว่าที่ที่ผมกับคุณยายลงมานั้นมันเป็นปากซอยแคบๆ ซอยหนึ่ง
"บ้านของหลานคุณยายอยู่ในนี้เหรอครับ"
แกพยักหน้าแทนคำตอบ ผมจะไม่รอช้ารีบจูงแกเดินเข้าไปในทันที เดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ บรรยากาศของสิ่งโดยรอบเริ่มเข้าสู่ความเงียบวังเวง สองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้าขึ้นสูงราวกับป่ารกชัฏ ผมก็ยังคงจูงคุณยายไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สนทนาอะไรกัน จนกระทั่งท้องฟ้าถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด
"ยายขอนั่งพักก่อนได้ไหม"
ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลพอสมควร ผมเองก็เริ่มล้าเหมือนกันจึงได้พาคุณยายนั่งพักที่ข้างทาง
"ปกติคุณยายมาหาหลานบ่อยไหมครับ แล้วคุณยายต้องเดินไกลๆ อย่างนี้ตลอดเลยหรือเปล่า ทำไมไม่ให้หลานชายขี่รถออกมารับล่ะครับ"
คำถามถูกยิงออกไปเป็นชุดจนผมลิ้นรัว มันเป็นคำถามที่ผมอยากรู้ใจแทบขาด เพราะคำตอบของแกจะสามารถทำลายความลึกลับที่แกกำลังแสดงออกให้ผมเห็นและประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในตอนนี้
"ยายเพิ่งมา...แต่ไม่รู้หรอกว่าหลานยายมันจะอยู่ไหม"
"อ้าว ถ้าคุณยายไม่แน่ใจ ทำไมคุณยายต้องยอมเดินไกลๆ ไปหาเขาล่ะครับ มาวันอื่นก็ได้นี่"
"ไม่ได้หรอก..."
คำตอบของแกไม่ได้ช่วยอะไรผมเลยสักนิด ผมเกิดคำถามขึ้นในใจอีกมากมายว่าทำไมๆๆ
ผมจัดการให้แกลุกขึ้นแล้วเราก็เดินต่อไป ตั้งแต่เดินจากปากซอยมาจนถึงตรงนี้ผมยังไม่เห็นรถวิ่งผ่านสักคัน บ้านเรือนของผู้คนก็ไม่เห็นมีสักหลัง แล้วทำไมบ้านของหลานชายแกต้องมาอยู่ในที่ลึกลับขนาดนี้ด้วย
คุณยายยุ่งวุ่นวายอยู่แต่กับย่ามของตนเอง ไม่รู้ว่าแกจะห่วงอะไรนักหนา เท่าที่ผมได้ช่วยแกถือตอนที่ขึ้นรถเมล์ ย่ามนั้นมันมีน้ำหนักไม่เบาทีเดียว มันต้องมีอะไรบางอย่างเป็นแน่
ในเมื่อผมอยากรู้ผมก็ไม่รอช้า...
"คุณยายครับ ผมคงส่งคุณยายได้แค่ตรงนี้ เพราะผมต้องรีบแล้วครับ"
"หือ...พ่อหนุ่มจะรีบไปไหนรึ อันที่จริงก็ไม่น่าตามลงมาส่งยายเลยนี่นา"
ผมขอโทษจริงๆ ครับยาย ผมจำเป็นต้องทำจริงๆ ผมได้แต่บอกแกอยู่อย่างนั้น แกก็มองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ ผมไม่อยากรีรออะไรให้มากความ ผมก็ควักมีดในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วจัดการปาดคอคุณยายซะ...!
แล้วผมก็ได้รู้อย่างแน่ใจแล้วว่า ในย่ามของคุณยายมีเงินสดจำนวนไม่น้อย ตามที่สายตาของผมเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้น ผมเชื่อสายตาตนเองเสมอ
กระติกกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากย่าม ฝาที่ปิดไม่แน่นทำให้สิ่งที่อยู่ภายในหกออกมา ก่อนที่ผมจะเดินไปจากบริเวณนี้ กลิ่นหมากและปูนแดงที่ถูกตำจนละเอียดคละคลุ้งไปทั่ว
ผมเริ่มชินชากับชีวิตในสังคมเมืองเสียแล้วสิครับ...
...........................................................
ชายหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรหลบหนีไปได้ หลังจากนั้นตำรวจมาพบศพของหญิงชราน่าสงสารนอนตายจมกองเลือด เมื่อลองติดต่อไปทางญาติๆ แล้วก็พบว่าแกเหลือญาติเพียงคนเดียวคือหลานชายที่อาศัยอยู่ในซอยนี้และต้องเข้ามาในซอยลึกถึงแปดกิโลเมตรทีเดียว
แกเดินทางมาหาหลานชายที่กำลังจะย้ายบ้านไปอยู่ในที่ใหม่ที่ปลอดภัยกว่านี้ โดยที่แกเป็นผู้นำมรดกที่สามีของแกเองทิ้งไว้ให้หลานเพื่อเป็นค่าบ้าน
หลานชายที่เหลือยายเพียงคนเดียวก็ต้องสูญเสียญาติผู้ใหญ่ของตนไปอย่างยากและสายเกินกว่าจะแก้ไขสิ่งใดได้
คำวิจารณ์จากอาจารย์
- เขียนได้ดีมาก คำเดียวเลยสั้นๆ มีเสริมมาด้วยว่า...ถ้ามีโอกาสก็น่าจะลองส่งไปตามนิตยสารที่เขารับเรื่องสั้นดู
- ส่วนรายละเอียดอาจารย์จะวิจารณ์ให้ในงาน แล้วส่งงานคืนมาอีกที
#1 By VIXEN, on 2009-07-12 16:03