เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้เป็นงานชิ้นที่สองของรายวิชาการเขียนบันเทิงคดี
ที่เรียนกับอาจารย์อนุสรณ์ ติปยานนท์

โจทย์ที่อาจารย์ให้มาก็คือ...
เขียนเรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจ หรือที่ไม่เป็นตัวเองมากๆ
ความยาว ๓-๕ หน้า ฉันก็เขียนได้ ๔ หน้า

เราอาจจะเขียนให้ตัวละครเอกเป็นสิงสาราสัตว์
แต่ด้วยความที่ฉันยังมีประสบการณ์ในการเขียนเรื่องสั้นน้อย
ฉันจึงเลือกเขียนให้ตัวละครเป็นผู้ชาย (เพศตรงข้ามกับตัวเอง)

เขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ถึงหกโมงเช้าของอีกวัน
ตื่นมาตอน ๑๐ โมงเช้าก็ทำต่อ...แล้วนำไปส่งตอนบ่ายโมง




เชื่อสายตา ?

โดย...พิณแพร

                ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมาในบริเวณสี่แยกไฟแดงทำให้ผมต้องนั่งจับเจ่าอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม กำลังชะโงกดูทางเป็นระยะๆ อีกทั้งยังมีบรรดาเด็กนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนอีก ทำให้ป้ายรถเมล์เก่าคร่ำคร่านี้พลุกพล่านและคึกคักพอสมควร

                รถเมล์หลายสายแล่นมาจอดคันแล้วคันเล่า เมื่อมีรถเมล์มาจอดคันหนึ่งๆ ก็ช่วยให้ผู้คนบางตาลงไปบ้าง แต่อีกสักประเดี๋ยวคนที่ผ่านไปผ่านมาก็หมุนเวียนกันมารอรถประจำทางป้ายนี้อยู่ตลอด

                ผมสังเกตเห็นหญิงชราวัยประมาณคุณยายของผมได้ เดินออกมาจากซอกหนึ่งแล้วยืนรอที่ริมบาทวิถีให้รถเทียบท่า และรถเมล์คันที่คุณยายเดินมารอด้วยความงกเงิ่นก็แล่นเข้ามาจอด มันเป็นสายที่ผมก็กำลังรออยู่พอดี ผมจึงลุกขึ้นแล้วเดินมารอจะขึ้นรถบ้าง

                ผมให้คุณยายเดินขึ้นไปก่อน แต่ทุกคนที่จะใช้บริการสายนี้ก็ได้แต่แย่งกันขึ้นทำให้คุณยายไม่สามารถขึ้นรถได้เลย ผมมองภาพนั้นด้วยความชาชิน เมื่อได้นั่งรถเมล์เป็นประจำก็มักจะได้เห็นภาพอย่างนี้อยู่เสมอ

                ยังไม่ทันที่หญิงวัยชราตรงหน้าผมจะได้ขึ้นรถตามคนอื่นไป รถประจำทางแสนเร่งด่วนก็ออกตัวไปเสียแล้ว ภายในรถแน่นขนัดราวกับปลากระป๋อง ผมเห็นคุณยายก้มหน้าลงอย่างหมดหวัง ว่าการรอคอยแสนเนิ่นนานต้องมาจบลงแบบนี้หรือ?

                "คุณยายครับ ไม่เป็นไรนะครับ ผมจะรอคันต่อไปเป็นเพื่อนคุณยายเอง" แทนที่จะบอกไปว่าผมเองก็พลาดขึ้นรถคันนั้นเช่นกัน ผมเลือกที่จะบอกเพื่อให้คุณยายอุ่นใจจะดีกว่า

                ว่าแล้วผมก็ประคองให้คุณยายกลับเข้าไปที่ท่ารถเหมือนเดิม เพียงแต่ที่นั่งสำหรับนั่งรอนั้นได้ถูกจับจองไปหมดแล้ว ผมจึงพาคุณยายยืนอยู่บริเวณนั้นเอง

                "คุณยายยืนไหวไหมครับ เมื่อยหรือเปล่าครับ" ผมถามน้ำเสียงแสดงความห่วงใย

                "พ่อหนุ่มเป็นคนต่างจังหวัดหรือ?"

                แทนที่คุณยายจะตอบคำถามของผม แกกลับถามคำถามกลับมาอย่างน่าฉงน ถ้าแกถามว่าจะไปไหนผมก็คงจะไม่รู้สึกแปลกใจมากนัก "อะ...เอ่อ...ครับ แต่ผมก็อยู่กรุงเทพฯ ได้หลายเดือนแล้วล่ะครับคุณยาย ทำไมคุณยายถึงรู้ล่ะครับ"

                ผมก็ตอบแกไปตามแต่เรื่อง แต่ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้อยู่ดี เหมือนแกจะอ่านความคิดของผมออก แกเอ่ยขึ้นว่า...

                "ยายก็แค่เห็นว่าพ่อหนุ่มมีน้ำใจ" แกตอบด้วยเสียงแผ่วๆ เป็นปกติของคนแก่ที่เรี่ยวแรงถดถอยลงไปตามอายุขัย ฟังไม่ค่อยชัดนัก

                ครับ...ผมก็ยังงงอยู่ดี ว่าการที่ผมเป็นคนต่างจังหวัดมันจะเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องของน้ำใจ ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนฉลาดเท่าไร ตัวผมเองเลยต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการคิดตาม

                คนสังคมเมืองสมัยนี้ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตหมดไปกับการเร่งรีบปฏิบัติสิ่งต่างๆ อันเป็นปัจจัยหลักของตนเอง มากกว่าจะมามองในมุมกว้าง ผมคิดได้อย่างนั้น ผมคิดว่าคุณยายก็คงจะชินกับสังคมในรูปแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากผมนักกระมัง

                ผมยิ้มให้กับคำพูดของคุณยาย พร้อมกันนั้นก็จะประคองพาแกไปนั่งที่มีคนเพิ่งลุกออกไป แต่ยังไม่ทันที่ก้นของแกจะหย่อนลงไปบนม้านั่งก็มีวัยรุ่นสองคนใส่เครื่องแบบชุดนักเรียนของสถาบันแห่งหนึ่งรี่มานั่งก่อนเป็นการตัดหน้าอย่างเห็นได้ชัด

                วัยรุ่นหญิงขาดจิตสำนึกสองคนไม่ได้หันมามองผมกับคุณยาย ที่กำลังยืนทื่ออยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครจะมาตัดหน้ากันได้ว่องไวปานนี้

                "ยายไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม เดี๋ยวอีกสักพักรถเมล์ก็คงจะมา แล้วนี่พ่อหนุ่มกำลังจะไปไหนล่ะ"

                ผมไม่ได้ตอบแกไปในทันที สีหน้าอ่านยากของผมทำให้คุณยายไม่เซ้าซี้เอาคำตอบ

                ผมเพิ่งจะสังเกตการแต่งตัวของแกที่ดูซอมซ่อ หน้าตาหมองคล้ำเหมือนคนที่มีปัญหามากมายเข้ามารุมเร้า แววตาของแกดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ในชั่วแวบหนึ่งผมเห็นท่าทางหวาดระแวงของแก แต่ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้

                รถเมล์สายเดียวกันกับที่พลาดไปในคราวที่แล้วแล่นมาจอดเทียบอีกครั้ง ผมรีบจูงคุณยายออกมาเพื่อเตรียมขึ้นรถ แต่ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนแบบนี้ ไหนจะยังวัยทำงานที่เพิ่งเลิกงานอีกก็พากันกรูเข้าไปบนรถเหมือนเช่นเคย คราวนี้ผมไม่มีทางปล่อยให้คุณยาย (และตัวเอง) พลาดซ้ำสองเป็นแน่

                ในที่สุดผมก็พาคุณยายขึ้นมาบนรถเมล์ที่มีสภาพไม่ต่างจากปลากระป๋องจนได้ แต่พอขึ้นมาบนรถได้แล้วก็ใช่ว่าจะจบเรื่องเสียทีเดียว เพราะที่นั่งว่างๆ สำหรับคนแก่ๆ คนหนึ่งช่างหายากเหลือเกิน

                ผมเหลือบไปมองป้ายที่ติดอยู่บนรถเมล์ตัวหนังสือใหญ่และโดดเด่นที่เขียนว่า... ‘โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา' อย่างชั่งใจ ไม่มีใครอ่านป้ายนี้หรือว่าบนรถคันนี้มีแต่คนอ่านหนังสือไม่ออกกันแน่

                บรรดาผู้คนที่นั่งอยู่ก็เห็นจะมีแต่เด็กนักเรียนจากสถาบันต่างๆ มากมาย ซึ่งผมแน่ใจอยู่แล้วว่าไม่มีใครหรอกที่จะอ่านหนังสือไม่ออก ถ้าเรียนมาถึงขนาดนี้แล้ว โรงเรียนน่าจะสอนไปถึงเรื่องของ ‘จิตสำนึก' ด้วย

                "วันนี้กูขี้เกียจกลับบ้านว่ะ ไปร้อง'เกะกันดีกว่าไอ้สาดดด..."

                "เฮ้ยอีแรด...มึงดูพี่คนนั้นสิ หน้าตาหล่อแต่แฟนหน้าเงือกสุดตรีนเลยว่ะ"

                "ไอ้เหี้ย!! วันนี้มึงไปบ้านกูมั้ย พ่อกูไม่อยู่"

                สาบานเถอะว่าที่ผมได้ยินทั้งหมดนั่นเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของเด็กผู้หญิงที่ใส่ชุดนักเรียนกลุ่มหนึ่ง เข้าใจครับ...พวกเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องลุกสละที่นั่งให้กับคุณยายคนแก่ๆ คนหนึ่งที่แค่ยืนก็แทบจะยืนไม่อยู่ แต่ถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากเรียวบางของพวกเธอกลับแตกต่างจากหน้าตาและเครื่องแบบที่ใส่อยู่มากโข

                ผมไม่เข้าใจว่าเด็กสมัยนี้เขานิยมคบสัตว์เดรัจฉานเป็นเพื่อนไปแล้วหรืออย่างไร ผมจำได้เพียงว่า สมัยที่ผมเรียนอยู่มัธยมวัยเดียวกับพวกเธอ ผมมีเพื่อนไม่มาก แต่เราคบกันเป็นเพื่อนแท้ที่ไม่จำเป็นต้องมีหลายคน

                ถัดไปทางด้านหน้ากลุ่มนักเรียนหญิงก็เป็นผู้ชายวัยกลางคนจำนวนหนึ่งที่ผมเห็นเป็นประจำว่าพอได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้วพวกเขาจะต้องหลับ ไม่รู้ว่าไปอดหลับอดนอนมาจากไหนถึงต้องมาหลับเอาบนรถเมล์ในบรรยากาศของความชุลมุนในช่วงเย็น

                ผมยืนโหนรถเมล์มือหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งก็พยายามประคองคุณยายเอาไว้ให้ล้มตามความสะเทือนและแรงขับเคลื่อนของรถ

                "คุณยายลงที่ไหนครับ เดี๋ยวผมลงไปส่งคุณยายก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวผมค่อยต่อรถกลับ"

                "ยายจะลงอีกสามป้ายข้างหน้านะ แต่พ่อหนุ่มไม่ต้องลงไปกับยายด้วยหรอก ยายกำลังจะไปหาหลานชาย" แกพูดโดยไม่ได้หันมาสบตากับผม แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง ผมไม่ได้คิดอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าคนเยอะเกินกว่าจะพูดโดยมองหน้ากันก็เป็นได้

                ผมเห็นคุณยายแกหยิบขวดเล็กๆ ขึ้นมาแล้วทำปากขมุบขมิบ ก่อนที่แกจะสูดดมกลิ่นของสิ่งที่อยู่ข้างในเข้าไปจนเต็มปอด จากนั้นแกก็หยิบเอากระติกที่อยู่ในย่ามขึ้นมาแล้วกินบางสิ่งเข้าไป

                ผมตกใจอย่างมากเมื่อได้เห็นปากสีแดงของแกหลังจากที่กินมันเรียบร้อยแล้ว ผมไม่อยากคิดเลยว่าสิ่งนั้นมันคือเลือดสดๆ เพราะถ้าคิดเช่นนั้นก็คงจะเหมือนว่าผมดูหนังสยองขวัญมากเกินไป แต่ผมจะไม่หวาดผวามากกว่านี้ถ้าแกไม่รีบคว้าผ้าเก่าๆ ขึ้นมารีบเช็ดปาก

                มือของแกเริ่มลดอุณหภูมิลง จนผมแทบอยากจะชักมือที่ประคองแกออกมา คุณยายหันมามองจ้องหน้าผมสายตาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจนผมเริ่มขนลุกซู่ แต่ก็เป็นเพียงชั่ววูบหนึ่งเท่านั้น ผมคงคิดกลัวไปเอง

                กว่าจะมาถึงป้ายที่คุณยายต้องการจะลง คนบนรถก็เริ่มเบาบางลงไปมากแล้ว รถเริ่มวิ่งเข้าชานเมือง ผมพาแกไปนั่ง ส่วนตัวผมเองก็จะขยับไปยืนโหนต่อไป แต่ยังไม่ทันที่ผมจะขยับตัวแกก็คว้ามือผมไว้หมับทันที

                "ยืนอยู่ข้างๆ ยายเถิดนะพ่อหนุ่ม"

                ผมพยายามจะมองโลกในแง่ดีว่าแกอาจจะเห็นผมแล้วทำให้คิดถึงหลานชายของแก ผมจึงยอมให้แกนั่งกุมมือผมไว้อย่างนั้น ถ้าเป็นสาวรุ่นคนอื่นต้องมองเป็นอย่างอื่นแน่นอน

                พลบค่ำเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่แสงตะวัน ในช่วงที่รถวิ่งมาถึงป้ายที่คุณยายต้องการจะลงพอดี ผมจึงจูงแกลงมาจากรถ ผมก็ได้พบว่าที่ที่ผมกับคุณยายลงมานั้นมันเป็นปากซอยแคบๆ ซอยหนึ่ง

                "บ้านของหลานคุณยายอยู่ในนี้เหรอครับ"

                แกพยักหน้าแทนคำตอบ ผมจะไม่รอช้ารีบจูงแกเดินเข้าไปในทันที เดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ บรรยากาศของสิ่งโดยรอบเริ่มเข้าสู่ความเงียบวังเวง สองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้าขึ้นสูงราวกับป่ารกชัฏ ผมก็ยังคงจูงคุณยายไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สนทนาอะไรกัน จนกระทั่งท้องฟ้าถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด

                "ยายขอนั่งพักก่อนได้ไหม"

                ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลพอสมควร ผมเองก็เริ่มล้าเหมือนกันจึงได้พาคุณยายนั่งพักที่ข้างทาง

                "ปกติคุณยายมาหาหลานบ่อยไหมครับ แล้วคุณยายต้องเดินไกลๆ อย่างนี้ตลอดเลยหรือเปล่า ทำไมไม่ให้หลานชายขี่รถออกมารับล่ะครับ"

                คำถามถูกยิงออกไปเป็นชุดจนผมลิ้นรัว มันเป็นคำถามที่ผมอยากรู้ใจแทบขาด เพราะคำตอบของแกจะสามารถทำลายความลึกลับที่แกกำลังแสดงออกให้ผมเห็นและประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในตอนนี้

                "ยายเพิ่งมา...แต่ไม่รู้หรอกว่าหลานยายมันจะอยู่ไหม"

                "อ้าว ถ้าคุณยายไม่แน่ใจ ทำไมคุณยายต้องยอมเดินไกลๆ ไปหาเขาล่ะครับ มาวันอื่นก็ได้นี่"

                "ไม่ได้หรอก..."

                คำตอบของแกไม่ได้ช่วยอะไรผมเลยสักนิด ผมเกิดคำถามขึ้นในใจอีกมากมายว่าทำไมๆๆ

                ผมจัดการให้แกลุกขึ้นแล้วเราก็เดินต่อไป ตั้งแต่เดินจากปากซอยมาจนถึงตรงนี้ผมยังไม่เห็นรถวิ่งผ่านสักคัน บ้านเรือนของผู้คนก็ไม่เห็นมีสักหลัง แล้วทำไมบ้านของหลานชายแกต้องมาอยู่ในที่ลึกลับขนาดนี้ด้วย

                คุณยายยุ่งวุ่นวายอยู่แต่กับย่ามของตนเอง ไม่รู้ว่าแกจะห่วงอะไรนักหนา เท่าที่ผมได้ช่วยแกถือตอนที่ขึ้นรถเมล์ ย่ามนั้นมันมีน้ำหนักไม่เบาทีเดียว มันต้องมีอะไรบางอย่างเป็นแน่

                ในเมื่อผมอยากรู้ผมก็ไม่รอช้า...

                "คุณยายครับ ผมคงส่งคุณยายได้แค่ตรงนี้ เพราะผมต้องรีบแล้วครับ"

                "หือ...พ่อหนุ่มจะรีบไปไหนรึ อันที่จริงก็ไม่น่าตามลงมาส่งยายเลยนี่นา"

                ผมขอโทษจริงๆ ครับยาย ผมจำเป็นต้องทำจริงๆ ผมได้แต่บอกแกอยู่อย่างนั้น แกก็มองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ ผมไม่อยากรีรออะไรให้มากความ ผมก็ควักมีดในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วจัดการปาดคอคุณยายซะ...!

                แล้วผมก็ได้รู้อย่างแน่ใจแล้วว่า ในย่ามของคุณยายมีเงินสดจำนวนไม่น้อย ตามที่สายตาของผมเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้น ผมเชื่อสายตาตนเองเสมอ

                กระติกกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากย่าม ฝาที่ปิดไม่แน่นทำให้สิ่งที่อยู่ภายในหกออกมา ก่อนที่ผมจะเดินไปจากบริเวณนี้ กลิ่นหมากและปูนแดงที่ถูกตำจนละเอียดคละคลุ้งไปทั่ว

                ผมเริ่มชินชากับชีวิตในสังคมเมืองเสียแล้วสิครับ...

...........................................................

                ชายหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรหลบหนีไปได้ หลังจากนั้นตำรวจมาพบศพของหญิงชราน่าสงสารนอนตายจมกองเลือด เมื่อลองติดต่อไปทางญาติๆ แล้วก็พบว่าแกเหลือญาติเพียงคนเดียวคือหลานชายที่อาศัยอยู่ในซอยนี้และต้องเข้ามาในซอยลึกถึงแปดกิโลเมตรทีเดียว

                แกเดินทางมาหาหลานชายที่กำลังจะย้ายบ้านไปอยู่ในที่ใหม่ที่ปลอดภัยกว่านี้ โดยที่แกเป็นผู้นำมรดกที่สามีของแกเองทิ้งไว้ให้หลานเพื่อเป็นค่าบ้าน

                หลานชายที่เหลือยายเพียงคนเดียวก็ต้องสูญเสียญาติผู้ใหญ่ของตนไปอย่างยากและสายเกินกว่าจะแก้ไขสิ่งใดได้

 

คำวิจารณ์จากอาจารย์

- เขียนได้ดีมาก คำเดียวเลยสั้นๆ มีเสริมมาด้วยว่า...ถ้ามีโอกาสก็น่าจะลองส่งไปตามนิตยสารที่เขารับเรื่องสั้นดู

- ส่วนรายละเอียดอาจารย์จะวิจารณ์ให้ในงาน แล้วส่งงานคืนมาอีกที

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นเรื่องที่เศร้าสลดทีเดียว

#1 By VIXEN, on 2009-07-12 16:03

ดีมากๆจริงๆแหละค่ะ

สุดยอด!!!!!!!

พลิกแพลงอารมณ์ได้แบบว่า

เฮ้ยคุณยายเป็นปอปหรอ!!!

แล้วอีกสักพักก็เฮ้ย คุณยายจะหลอกกินตับผู้ชายคนนั้นหรอ??

พอสุดท้ายที่ผู้ชายขอโทษ นึกว่าเค้าจะวิ่งหนี

ที่แท้เอามีดปาดคอยาย

กรี๊ดสลบ

คิดได้ไงคะเนี่ย

สุดยอดมากๆๆๆๆ

นานๆทีจะได้อ่านอะไรที่เดาเรื่องไม่ถูก

พี่เก่งมากๆเลยค่ะ

ปรบมือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ confused smile

Hot! Hot!

#2 By mini-teddy on 2009-07-12 16:11

ความตั้งใจดีค่ะ
เนื้อเรื่องน่าสนใจ
พยายามเพิ่มพูนประสบการณ์เยอะๆ เก่งแน่นอน
big smile

#3 By บินสูง on 2009-07-12 17:26

เอาไว้จะมาอ่านครับbig smile

#4 By mr. tan-guy on 2009-07-12 20:22

เขียนดีมากเลยค่ะ ลองส่งไปตามนิตยสารสิคะ จะรออ่านตอนรวมเล่มนะbig smile

#5 By Nart on 2009-07-12 20:31

หักมุมได้อย่างน่าสะเทือนใจ...ผมนึกว่ายายจะกลายร่างเป็นปอบแล้วกระโดดกัดเจ้าหนุ่มแสนซื่อคนนี้เสียอีก
เรื่องผูกมาจนผมตายใจเลยว่าเจ้าหนุ่มนี่เป็นคนดี ที่ไหนได้หลอกเหยื่อให้ตายใจ...ผมนึกถึงคนหนึ่งที่เคยได้อ่านจากนิยายกำลังภายใน"ลูกปลาน้อย เซียวฮื้อยี้" เขียนโดยโกวเล้ง ทำให้ผมชิงชังคนดีแต่เปลือก ข้างในเป็นโจรอย่างเข้ากระดูก.....กังเปียกเฮาะ....เป็นคนที่ผมขยะแขยงที่สุด
ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง
ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง
นึกถึงบทภาษาไทยตอนประถมที่เจ้าชีเปลือยหลอกสุดสาครเอาม้านิลมังกรไปแล้วผลักให้ตกลงเหวจนพระฤาษีต้องเหาะมาช่วยแล้วสอนว่า
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันยากสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน
บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน
เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี....
ชวนคุยไปนอกเรื่อง ขอโทษด้วยครับอารมณ์มันพาไปครับbig smile big smile big smile

#6 By Kitti...กิตติ on 2009-07-12 21:12

จุดประสงค์ของเรื่องดีแล้วครับ

เขียนไปเรื่อยๆ เจ๋งแน่นอนbig smile

#7 By Clepsydra:: on 2009-07-12 22:00

ขอบคุณมากนะครับ
big smile

#8 By black comedy paper on 2009-07-12 22:21

ผมอ่านจนคล้อยตามความใจดีของชายหนุ่ม แต่สุดท้ายเรื่องราวกลับพลิกผันไปอีกแบบ ทำเอาตกใจเหมือนกัน แต่พอมามองอีกแง่มุมหนึ่ง ในสังคมเรา ที่คล้ายๆแบบนี้ก็มีเหมือนกัน

#9 By Kuroiketaro on 2009-07-12 22:45

เศร้าขนาด

#10 By MaN iN BlaCk on 2009-07-12 23:29

จิตใจของคน ยากแท้หยั่งถึง

#11 By God of DeatH on 2009-07-12 23:32

ไว้วันหลังจะเข้ามาอ่านนะคะ

วันนี้ง่วงมากมาย

พอดีเข้าไปตัดงานมา

งานด่วนอีกแร้วค่ะ

^0^

#12 By tae_moship on 2009-07-12 23:33

เจ้ยยย
ไหงกลายตอนจบกลายเป็นงั้นเฉยเลย

หักมุมได้ช็อคมากๆ Hot! Hot!

จะมาติดตามอีกเรื่อยๆนะคะ
ชอบสไตล์พี่อ่ะ ขอตั้งตนเป็นแฟนคลับเลยนะ อิอิ
open-mounthed smile open-mounthed smile

#13 By kekhuay on 2009-07-13 00:31

Hot! Hot! Hot!

อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ

สามารถผูกเนื้อเรื่องให้ติดตามได้แบบ อ่านแล้วต้องอ่านต่อไปเรื่อยๆ

เราขอยอมรับว่าเป็นการหักมุมที่ทำร้ายผู้อ่านได้ดีมากสุดๆเลยค่ะ

เพราะเราไม่นึกว่าสุดท้ายแล้วจะจบแบบนี้

^^ เป็นการเรียนรู้แนวการเขียนที่ดีทางหนึ่งเลยค่ะ

#14 By BassYoncE on 2009-07-13 02:50

big smile big smile
พยายามเยอะๆ นะครับ
หักมุมอยู่หลายตลบ คาดเดาตอนจบไม่ถูก surprised smile big smile

น่าลองส่งไปตามนิตยสารดูนะครับ big smile open-mounthed smile

#16 By Recycle Boy on 2009-07-13 11:18

Hot!
สุดยอด

จบหักมุมได้เจ็บแสบดีจังopen-mounthed smile
best Of shOrt stOries,..

เป็นกำลังใจให้งานเขียนต่อๆไปค่ะ...

#18 By jEn(a lOt lOst) on 2009-07-13 12:54

หัก 2 มุมเลย
ปรบมือให้ แปะๆๆๆๆๆๆ

ตั้งกะมุมแรก เรานึกตอนจบไว้แล้วเลยนะ อิอิ

แหล่มๆ Hot!

#19 By 'ฟาย..ฟลาย on 2009-07-13 13:12

อร๊ายย สุดยอด เก่งจริงๆค่ะ big smile
หักมุมแง่บเลย

#20 By eVeZaa on 2009-07-13 13:24

คำเดียว
ชอบบบบบบบบบบบ
big smile

#21 By โลกของฉัน on 2009-07-13 15:54

น่าสนใจค่ะ

แต่บางทีก้อเหนื่อยเกิน

^0^

#22 By tae_moship on 2009-07-13 20:07

สนุกดีนะครับbig smile

#23 By thongwriter on 2009-07-15 11:22

สนุกดี

ชอบคร่า~

double wink double wink double wink

#24 By ki-ka-pu on 2009-07-20 17:16

ผูกเรื่องได้น่าสนใจดีครับ
ตอนจบหักมุม
ใช้สำนวนภาษาได้ดี คงจะอ่านหนังสือมาเยอะจริงๆ
แต่ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชอบ 3 ย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นสรุปเรื่องเท่าไหร่ รู้สึกมันชัดเกินไปน่ะครับ

แต่โดยรวมถือว่าเห็นด้วยกับคำชมอาจารย์ครับ
เขียนอีกเยอะๆนะbig smile

#25 By Melodysus on 2009-07-20 18:08